อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลสำหรับ ช่างภาพมืออาชีพ

ช่างภาพมืออาชีพในปัจจุบันมีเครื่องมือดิจิทัลต่างๆ มากมายให้เลือกใช้เพื่อสร้างสรรค์เนื้อหาได้ง่ายขึ้น และได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นกว่าแต่ก่อน หมดยุคแล้วสำหรับห้องมืด สารเคมี และอุปกรณ์ที่แสนแพง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระดาษอัดรูปที่ช่างภาพสมัยก่อนต้องใช้ เพราะระบบดิจิทัลได้เข้ามาปฏิวัติกระบวนการทั้งหมดนี้ ปัจจุบันเราได้ภาพถ่ายแทบจะในทันที (ด้วยกล้องดิจิทัลและอุปกรณ์จัดเก็บแบบดิจิทัล) โดยที่ช่างภาพไม่จำเป็นต้องรอล้างอัดรูปเพื่อที่จะดูภาพถ่ายอีกต่อไป

ไม่ว่าคุณจะเป็นช่างภาพมือโปรที่มีประสบการณ์ หรือช่างภาพมือใหม่ บทความนี้จะครอบคลุมเครื่องมือต่างๆ เพื่อช่วยให้การทำงานของคุณง่ายขึ้นและได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด สมมติว่าคุณได้เลือกกล้องดิจิทัลที่ดีเยี่ยมสำหรับความต้องการของคุณแล้ว และเราจะกล่าวถึงแต่อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลดิจิทัล วิธีการจัดการไลบรารีงานของคุณ การตัดต่อและปรับปรุงภาพถ่าย รวมถึงวิธีการจัดเก็บถาวรและแชร์ข้อมูลกับคนอื่นๆ เชิญมาสำรวจและตอบคำถามที่บรรดาช่างภาพมักพบเจอบ่อยๆ เช่น

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลสำหรับรูปถ่าย

ไดรฟ์โซลิดสเตต (SSD) กับ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD)
ถ้าคุณสอบถามช่างภาพส่วนใหญ่ พวกเขาจะบอกว่าอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลความจุแค่ไหนก็ไม่เคยพอ นั่นก็เพราะช่างภาพต้องการจัดเก็บงานของตนไว้ให้ได้มากที่สุด และไม่ทิ้งภาพถ่ายใดๆ ไปเลยแม้จะใช้งานแล้วก็ตาม นอกจากนี้ พวกเขายังต้องการสำรองข้อมูลผลงานของตนไว้สัก 2 - 3 ชุด เพื่อให้แน่ใจว่าภาพถ่ายของพวกเขาจะได้รับการปกป้อง เผื่อในกรณีเกิดเหตุที่ไม่คาดคิด เช่น ไดรฟ์เสีย หรือเกิดอุบัติเหตุที่ทำให้เสียหาย เพื่อรับมือกับความท้าทายที่ช่างภาพในปัจจุบันต้องเผชิญอยู่ จึงมีอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลแบบ HDD และ SSD ที่มีคุณภาพดีให้เลือกใช้กัน

HDD สำหรับงานถ่ายภาพ
HDD เป็นวิธีการจัดเก็บไฟล์จำนวนมากที่คุ้มค่าที่สุด เนื่องจากมีความจุมหาศาลให้เลือกได้ (สูงสุด 18 TB ในไดรฟ์เดียว) นอกจากนี้ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ยังเหมาะมากสำหรับการเก็บถาวร เพราะออกแบบมาให้จัดเก็บข้อมูลได้อย่างน่าเชื่อถือมาเป็นระยะเวลานาน

SSD สำหรับงานถ่ายภาพ
นอกจากนี้ เรายังมี SSD สำหรับงานถ่ายภาพ ซึ่งมีราคาต่อ TB แพงกว่าเมื่อเทียบกับ HDD แต่สามารถถ่ายโอนและเข้าถึงข้อมูลได้เร็วกว่า และ SSD ยังมีข้อดีตรงที่มีน้ำหนักเบาและทนทาน รวมทั้งพกพาสะดวก

ในขณะที่คุณจัดเก็บผลงานของคุณลงในไดรฟ์ต่างๆ ผลงานเหล่านี้ก็จะกลายเป็นที่เก็บถาวรในตัวเอง และคุณสามารถจัดระเบียบและจัดเก็บตามที่เห็นว่าเหมาะสม เมื่อคุณต้องการอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลเพิ่มขึ้น คุณก็เพียงแค่ซื้ออุปกรณ์เหล่านี้เพิ่มหรือลบงานเก่าๆ ในอุปกรณ์เหล่านี้ทิ้งไป เพื่อรองรับงานใหม่ๆ หรือเก็บรักษาข้อมูลปัจจุบันของคุณในลักษณะของการสำรองข้อมูลทางกายภาพ นอกจากนี้ คุณอาจรวมไดรฟ์ “เล็กๆ” ทั้งหมดเข้าด้วยกันเป็นไดรฟ์ใหญ่เพียงไดรฟ์เดียวเพื่อให้ง่ายต่อการจัดระบบ

การ์ด SD และ microSD

กล้องรุ่นเก่าที่ใช้ฟิล์มกลายเป็นของล้าสมัยไปแล้ว และต้องหลีกทางให้กล้องดิจิทัลที่สามารถจัดเก็บรูปถ่ายคุณภาพสูงได้หลายร้อยหรือหลายพันรูป โดยใช้การ์ดหน่วยความจำแบบแฟลชในตัวที่สามารถถอดออกได้ การ์ด SD และ microSD เหล่านี้มีความเร็วและขนาดความจุต่างๆ มากมาย เพียงแค่เลือกการ์ดที่เข้ากันได้กับอุปกรณ์ของคุณ เราขอแนะนำให้คุณซื้อการ์ดที่ทำงานเร็วกว่าระดับความเร็วกล้องของคุณ เพราะการ์ดที่เร็วกว่าจะช่วยเร่งขั้นตอนการทำงานเมื่อถึงเวลาที่ต้องถ่ายโอนรูปถ่ายออกจากกล้องของคุณ

การ์ด SD เกิดขึ้นก่อนและมีขนาดใหญ่กว่าการ์ด microSD เล็กน้อย อันที่จริงการ์ด microSD ส่วนใหญ่มีวางจำหน่ายพร้อมอะแดปเตอร์ของการ์ด SD เพื่อให้คุณสามารถใช้เครื่องอ่าน SD มาตรฐานได้ หน้าที่การทำงานระหว่างฟอร์มแฟคเตอร์สองแบบนี้โดยหลักๆ แล้วเหมือนกัน การ์ด microSD ที่มีขนาดเล็กกว่ามักใช้ในอุปกรณ์ขนาดกะทัดรัด เช่น สมาร์ทโฟน เกมคอนโซลแบบพกพา และแท็บเล็ต ในขณะที่กล้องส่วนใหญ่มักมาพร้อมช่องเสียบ SD การ์ดที่ใช้ได้ทั้งกับ SD การ์ดและ microSD การ์ด (พร้อมอะแดปเตอร์)

การถ่ายโอนและการสำรองข้อมูลสำหรับงานของคุณ

อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลแบบแฟลชที่ถอดออกได้ในกล้องถ่ายรูปของคุณ จะเริ่มมีข้อมูลมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อคุณถ่ายภาพ จำนวนรูปถ่ายที่คุณสามารถจัดเก็บได้นั้นขึ้นอยู่กับความละเอียดของภาพที่คุณตั้งค่าไว้ รูปถ่าย HD (High Resolution หรือความละเอียดสูง) จะทำให้การ์ดเต็มเร็วกว่ารูปถ่าย SD (Standard Definition หรือความละเอียดมาตรฐาน) เพราะในแบบแรก ไฟล์มีขนาดใหญ่กว่า

ช่างภาพมืออาชีพส่วนใหญ่ชอบถ่ายภาพแบบ RAW ที่ระดับความละเอียดสูงมาก วิธีนี้จะทำให้อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลแบบแฟลชเต็มเร็ว จนในที่สุดแฟลชการ์ดของคุณก็จะใช้งานเต็มระดับความจุที่มีอยู่และต้องถ่ายโอนข้อมูลออกมา หรือลบไฟล์บางไฟล์ทิ้งเพื่อให้มีพื้นที่สำหรับจัดเก็บภาพใหม่ๆ

ช่างภาพส่วนใหญ่จะต้องการดูผลงานของตนบนแล็ปท็อป แท็บเล็ต หรือสมาร์ทโฟน และตัดสินใจว่าจะเก็บภาพใดไว้ และลบภาพไหนทิ้งไป เมื่อคุณมีรูปถ่ายทั้งหมดที่ต้องการจะเก็บรักษาเอาไว้ครบแล้ว คุณอาจจะต้องการจัดเก็บรูปถ่ายเหล่านี้ไว้บนสื่อดิจิทัลที่เชื่อถือได้ ขณะเดียวกันก็ช่วยให้คุณสามารถตัดต่อและแชร์รูปถ่ายกับเพื่อนๆ ได้ ซึ่งทำได้หลายวิธีด้วยกันคือ

เก็บรักษารูปถ่ายที่คุณต้องการไว้บน การ์ด SD ซึ่งกลายเป็นที่เก็บถาวร (คล้ายกับการเก็บฟิล์ม “เนกาทีฟ”) จากนั้นจึงใส่การ์ด SD ใหม่ที่ว่างอยู่ลงในกล้องของคุณเพื่อเริ่มถ่ายภาพอีกครั้ง

เลือก ไดรฟ์แบบพกพา หรือ แฟลชไดรฟ์ USB ที่จะช่วยให้คุณสามารถถ่ายโอนงานของคุณระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ เช่น จากแล็ปท็อปไปยังสตูดิโอของคุณ หรือเวิร์กสเตชันที่บ้าน

ไดรฟ์เดสก์ท็อปภายนอกมีพื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่เทียบได้กับไดรฟ์แบบพกพา แต่อยู่ที่บ้านหรือที่สำนักงาน และมีความจุเพิ่มเติม

ใช้ ไดรฟ์ภายในสำหรับการตัดต่อได้เร็วกว่าไดรฟ์ภายนอก เลือกแล็ปท็อปหรือพีซีที่มีไดรฟ์ภายในที่รวดเร็ว หรืออัปเกรดอุปกรณ์ปัจจุบันของคุณที่มีไดรฟ์ภายในที่ทำงานเร็ว

อุปกรณ์ RAID แบบหลายไดรฟ์ซึ่งพกพาได้สำหรับการทำงานระยะไกล สะดวกรวดเร็วเมื่อคุณต้องจัดการกับข้อมูลมหาศาล เช่น รูปถ่ายที่มีความละเอียดสูงมาก หรือรูปถ่ายแบบ RAW

อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลในคลาวด์ จะช่วยให้คุณสามารถอัปโหลดรูปถ่ายไปไว้ในเซิร์ฟเวอร์ระยะไกลและคุณสามารถเข้าถึงไฟล์ต่างๆ ได้จากที่ใดก็ได้ที่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต

ใช้ไดรฟ์ที่เปิดใช้งาน WiFi ที่จะถ่ายโอนรูปถ่ายจากกล้องถ่ายรูปที่มี WiFi ของคุณไปไว้ยังไดรฟ์โดยตรงเมื่อคุณถ่ายภาพ

ไดรฟ์แบบพกพาสำหรับช่างภาพ

ช่างภาพมืออาชีพในปัจจุบันสามารถเลือกอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่มีหลากหลายรูปแบบ ขนาดความจุ และความเร็ว คราวนี้เราจะมาดูอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลแบบพกพาที่เป็นที่นิยมกัน

ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์แบบพกพา

ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์แบบพกพาเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมสูงเพราะใช้งานได้หลากหลาย และมีให้เลือกหลายขนาดความจุ ส่วนใหญ่จะเป็นแบบ HDD และมีอินเทอร์เฟซ USB ดังนั้น ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่า USB รุ่นนั้นเหมาะสำหรับคอมพิวเตอร์ของคุณ

  • รุ่นที่ใช้กันบ่อยคือ USB 3.0
  • คอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ๆ มี USB-C หรือตัวเชื่อมต่อ Thunderbolt ที่มอบความเร็วที่เหนือกว่า USB 3.0

ไดรฟ์โซลิดสเตตแบบพกพา

ไดรฟ์โซลิดสเตตแบบพกพา มอบความเร็วที่เหนือกว่า HDD แต่มีความจุต่ำกว่าและใช้อินเทอร์เฟซ USB แบบเดียวกันกับไดรฟ์ HDD แบบพกพา

  • ไดรฟ์เหล่านี้เหมาะมากสำหรับการตัดต่อรูปถ่ายใน SSD โดยตรง เนื่องจากมีเวลาตอบสนองที่รวดเร็ว
  • ไดรฟ์โซลิดสเตตมีความยืดหยุ่นกว่าเมื่อใช้งานนอกสถานที่ เพราะไม่มีชิ้นส่วนใดเคลื่อนที่ได้ และสามารถรองรับการกระแทกหรือการตกหล่นโดยไม่ตั้งใจ

อุปกรณ์ RAID ที่พกพาสะดวก

อุปกรณ์ RAID ที่พกพาสะดวก จะเป็นการรวม SSD หรือ HDD เข้าไว้ด้วยกันสองตัวขึ้นไป ให้ทำงานร่วมกันในกล่องที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ ทั้งนี้เพื่อให้ได้ความจุมหาศาลและเพิ่มความเร็ว โดยขึ้นอยู่กับการกำหนดค่า RAID ที่คุณเลือก

  • โดยทั่วไปมักจะติดตั้ง SSD หรือ HDD ที่ปรับแต่งมาโดยเฉพาะซึ่งออกแบบมาเพื่อทำงานในสภาพแวดล้อม RAID ที่เปิดใช้งานตลอดเวลา
โซลูชันอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลออนไลน์สำหรับช่างภาพ

อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลออนไลน์เป็นตัวเลือกที่เหมาะอย่างยิ่งในแง่ของความจุและความยืดหยุ่น ต่อไปนี้เป็นองค์ประกอบบางส่วนที่ควรพิจารณา นั่นคือ

อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลออนไลน์

อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลออนไลน์ หรือบริการในระบบคลาวด์ เช่น Dropbox, Box® และ Amazon AWS® โดยทั่วไปจะมีค่าบริการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลรายเดือน (บางครั้งจะมีค่าธรรมเนียมบำรุงรักษารายเดือนด้วย) เมื่อผู้ใช้งานได้ใช้ความจุในการจัดเก็บมากกว่าความจุขั้นต้นที่ให้บริการฟรี คุณสามารถอัปโหลดรูปถ่ายไปไว้ในเซิร์ฟเวอร์ระยะไกลและสามารถเข้าถึงจากที่ไหนก็ได้ที่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต

ระบบคลาวด์ส่วนตัว / NAS

ส่งเสริมการทำงานร่วมกันในทีมของคุณด้วยการติดตั้ง Network Attached Server (NAS หรือเซิร์ฟเวอร์ที่เชื่อมต่อเครือข่าย) ซึ่งเป็นอุปกรณ์แบบไดรฟ์เดียวหรือหลายไดรฟ์ที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายในบ้านหรือที่สำนักงานของคุณ เพื่อให้ผู้ใช้ที่ได้รับอนุญาตสามารถเข้าถึงได้จากระยะไกลเมื่อมีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต

คุณสามารถอัปโหลด ตัดต่อ และแชร์รูปถ่ายและสื่ออื่นได้จากระยะไกล ในขณะที่ไฟล์ทั้งหมดยังคงอยู่ในที่เก็บออนไลน์เดียวซึ่งเข้าถึงจากที่ไหนก็ได้ ข้อดีของอุปกรณ์นี้ก็คือไม่มีค่าธรรมเนียมรายเดือน เนื่องจากการติดตั้งครั้งแรกจะกำหนดการเชื่อมต่อโดยใช้บริการอินเทอร์เน็ตของคุณเอง

ขั้นตอนการจัดเก็บข้อมูลของช่างภาพมืออาชีพ

1. การติดตั้งกล้องและการถ่ายภาพ

ขั้นตอนการทำงานของช่างภาพเริ่มต้นด้วยกล้องดิจิทัลที่มีคุณภาพดี คุณสามารถเลือกรูปแบบต่างๆ ได้ดังนี้

  • ช่างภาพส่วนใหญ่ชอบถ่ายในแบบ RAW รูปถ่าย RAW สามารถบีบอัดหรือยกเลิกการบีบอัด และใช้ข้อมูลทั้งหมดที่รวบรวมโดยเซนเซอร์ของกล้อง ดังนั้นรูปถ่ายจึงมีขนาดไฟล์ใหญ่กว่ารูปถ่าย jpeg อย่างมาก รูปถ่าย RAW ต้องได้รับการตัดต่อและดำเนินการก่อนที่จะส่งออก เพื่อให้ช่างภาพสามารถควบคุมความสว่างของแสง การจัดบาลานซ์ด้วยสี ความละเอียด และอื่นๆ ได้อย่างเต็มที่
  • JPEG เป็นรูปแบบที่ถูกบีบอัดซึ่งอาจไม่ต้องมีงานที่ต้องทำภายหลังการถ่ายทำ และช่างภาพมือสมัครเล่นใช้กันเป็นการทั่วไป คุณสามารถตั้งค่าล่วงหน้าของโปรไฟล์สี การบีบอัด ความละเอียดของรูปภาพ และสมดุลของแสงขาว (White Balance) ที่จะใช้ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เหมาะสมที่สุด โดยไม่ต้องทำการตัดต่อภายหลังการถ่ายภาพ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกล้องของคุณ

2. ถ่ายโอนรูปถ่ายไปไว้ที่อุปกรณ์อัจฉริยะหรือแล็ปท็อปของคุณ

มีหลายวิธีในการถ่ายโอนรูปถ่ายไปไว้ยังสมาร์ทโฟน แล็ปท็อป หรือแท็บเล็ตของคุณ นั่นคือ

  • เชื่อมต่อการ์ด SD / การ์ด microSD / การ์ด CompactFlash / การ์ด XQD / การ์ด CFExpress เข้ากับคอมพิวเตอร์ของคุณผ่านทางเครื่องอ่านการ์ดในตัว หรือใช้เครื่องอ่านการ์ดที่มี USB ซึ่งต่อกับพอร์ต USB ที่มีอยู่ จากนั้นต่อกล้องเข้ากับคอมพิวเตอร์ของคุณโดยตรงผ่านทางพอร์ต USB ที่มีอยู่
  • ก่อนอื่น กล้องที่เปิดใช้งาน WiFi จะเขียนภาพลงในการ์ดหน่วยความจำภายใน จากนั้นก็สามารถถ่ายโอนรูปถ่ายไปไว้ที่เซิร์ฟเวอร์คลาวด์ หรืออุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่เปิดใช้งาน WiFi ได้โดยตรง หมายเหตุ: กล้องดิจิทัลไม่สามารถถ่ายภาพโดยไม่มีการ์ดหน่วยความจำได้
  • มีโปรแกรมต่างๆ เช่น Apple iPhoto®, Hedge®, Adobe Lightroom® และAdobe Bridge® (และอื่นๆ อีกมาก) ที่สามารถตั้งกระบวนการนี้ให้เป็นแบบอัตโนมัติ และช่วยเก็บรักษาไฟล์ของคุณไว้ให้เป็นระเบียบและติดค่าสถานะอย่างเหมาะสม แอปพลิเคชันเหล่านี้จะย้ายข้อมูลอย่างปลอดภัย และจัดทำบันทึกข้อมูลเพื่อตรวจสอบยืนยันว่า แต่ละไฟล์ทำไว้สำเนาเรียบร้อยแล้วและไม่มีข้อผิดพลาด นอกจากนี้ มันยังทำงานต่อไปได้ (อย่างสะดวก) หากการถ่ายโอนถูกขัดจังหวะ
  • ใช้ไดรฟ์แบบพกพาภายนอกหรืออาร์เรย์ NAS ในการสำรองข้อมูลและเก็บรูปถ่ายที่คุณต้องการจะเก็บไว้ถาวร การสำรองข้อมูลงานของคุณไปไว้ในอุปกรณ์อื่นฃ เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันความสูญเสียหรือการลบทิ้งโดยไม่ตั้งใจ
  • ให้ใช้อินเทอร์เฟซของคอมพิวเตอร์เพื่อย้ายหรือทำสำเนาไฟล์ที่ต้องการลงในอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่เชื่อมต่ออยู่ ขณะเดียวกันให้ลบรูปถ่ายที่ไม่ต้องการ เพื่อให้มีพื้นที่ว่างบนการ์ดสำหรับจัดเก็บรูปถ่ายใหม่ๆ อย่างไรก็ตาม เราไม่แนะนำวิธีนี้เพราะมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียข้อมูล นอกจากนี้ ยังมีทางเลือกในการอัปเกรดความจุภายในของคุณได้เสมอ เพื่อที่คุณจะได้ไม่ต้องถ่ายโอนไฟล์บ่อยๆ

3. ตัดต่อและดำเนินการกับรูปภาพ

เมื่อคุณถ่ายโอนรูปของคุณไปไว้ในอุปกรณ์แล้ว ก็ถึงเวลาที่จะต้องตรวจสอบคุณภาพของรูปถ่าย ดูรูปถ่ายแต่ละใบและตัดต่อตามความจำเป็น แก้ไขสี รีทัช แก้ไขความสว่าง และอื่นๆ ด้วยเครื่องมือตัดต่อรูปถ่ายที่คุณชอบใช้ เช่น Adobe Photoshop® หรือ Lightroom

การตัดต่อรูปถ่ายอาจเป็นกระบวนการที่ใช้เวลามาก ขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องการจะแก้ไขอะไรในรูปถ่ายเหล่านั้น ขั้นตอนนี้จำเป็นในการคัดแยกรูปที่ดีๆ ออกจากรูปที่คุณไม่ต้องการเก็บไว้ ถ้าคุณไม่ต้องการจะทิ้งรูปใดไป คุณก็สามารถถ่ายโอน “รูปที่คัดออก” เหล่านี้ลงในไดรฟ์แบบพกพาเพื่อนำมาพิจารณาอีกครั้งในภายหลัง

4. จัดระบบ สำรองข้อมูล และเก็บถาวร

เมื่อคุณทบทวนและตัดต่อรูปถ่ายของคุณแล้ว คุณจะต้องจัดเรียงรูปถ่ายเหล่านั้น แยกออกเป็นโฟลเดอร์ และตั้งชื่อไฟล์เพื่อให้ดึงมาใช้ในภายหลังได้ง่าย ถ้าคุณต้องการจัดการกับขั้นตอนที่น่าเบื่อด้วยตัวเองให้ง่ายขึ้น คุณสามารถใช้แอปพลิเคชันอื่นๆ เช่น Adobe Lightroom หรือ Apple iPhoto ซึ่งสามารถตั้งค่าการทำงานหลายอย่างให้เป็นแบบอัตโนมัติได้

แน่นอนว่า คุณคงไม่ต้องการให้รูปถ่ายหลายร้อยใบมากินพื้นที่ในคอมพิวเตอร์ของคุณ และอาจทำให้กระบวนการทำงานของคุณล่าช้า ดังนั้น การสำรองข้อมูลงานของคุณไว้อย่างเป็นระบบจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ค้นหาสิ่งที่คุณต้องการในภายหลังได้อย่างง่ายดาย

กฎการสำรองข้อมูลของเรานั้นง่ายมาก คือ 3-2-1 สำเนาสามชุด เก็บไว้สองที่ และสำเนาหนึ่งชุดสำหรับการทำงาน เนื่องจากรูปถ่ายคือเครื่องมือหาเลี้ยงชีพของคุณ ดังนั้น ควรมีการสำรองข้อมูลไว้ 2-3 ชุดในที่ต่างๆ เพื่อให้คุณมั่นใจว่ารูปถ่ายของคุณได้รับการเก็บรักษาไว้อย่างปลอดภัย ลองพิจารณาการใช้อุปกรณ์ต่างๆ เพื่อเก็บรักษาคอลเลคชั่นผลงานต่างๆ ของคุณให้เข้าถึงได้ง่าย ดังนี้

การ์ด SD / การ์ด microSD หรือธัมป์การ์ด / แฟลชไดรฟ์สำหรับปริมาณข้อมูลที่จำกัด

อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลเดสก์ท็อป คลาวด์ หรือ NAS สำหรับการจัดเก็บข้อมูลปริมาณมหาศาล

ไดรฟ์ HDD หรือ SSD แบบพกพาเพื่อความจุที่สูงขึ้น

5. การส่งออกรูปภาพ

ไม่ว่าคุณจะจัดเตรียมรูปภาพสำหรับเว็บหรือสั่งพิมพ์ คุณจะต้องทำตามขั้นตอนการส่งออกรูปภาพเหล่านั้น ซึ่งทำได้หลายวิธีด้วยกันคือ

  • หากต้องการสั่งพิมพ์ คุณสามารถคัดลอกรูปภาพขั้นสุดท้ายลงในธัมป์ไดรฟ์และการ์ด SD เพื่อส่งไปรษณีย์หรืออีเมลไปยังโรงพิมพ์ได้อย่างง่ายดาย และคุณยังสามารถเบิร์นรูปถ่ายลงในดีวีดีหรือซีดีได้ด้วย นอกจากนี้ ผู้ค้าบางรายก็ให้บริการอัปโหลดขึ้น FTP สำหรับการถ่ายโอนแบบทันที
  • แชร์รูปถ่ายของคุณบนเซิร์ฟเวอร์ในระบบคลาวด์ส่วนตัว และเชิญคนอื่นๆ เพื่อแชร์ภาพ หรือถ้าคุณมีรูปถ่ายจำนวนมาก คุณก็สามารถคัดลอกภาพเหล่านั้นลงในไดรฟ์แบบพกพาเพื่อส่งไปยังที่อื่นได้อย่างง่ายดาย
  • รูปภาพบนเว็บมักจะมีขนาดไฟล์เล็กกว่าและสามารถส่งทางอีเมลหรืออัปโหลดผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ไปยังเซิร์ฟเวอร์ที่อยู่ห่างไกลได้ ไม่ว่าคุณจะเลือกแบบไหน อย่าลืมสำรองข้อมูลงานของคุณไว้ก่อน เผื่อในกรณีที่เกิดข้อผิดพลาดในการถ่ายโอน หรือไฟล์สูญหายหรือถูกลบไปโดยไม่ตั้งใจ

ถาม-ตอบสำหรับช่างภาพมืออาชีพ